บทที่ 11 ยุ่งกับมันก็ไม่ต้องมายุ่งกับกู2
“เอ่อ...”
หลังจากแทนเดินจากไป ตะวันก็หันกลับมามองอัยยาด้วยสายตาขุ่นเคือง ร่างสูงทำท่าเหมือนจะก้าวหนีไปอีกทาง ทว่ายังไม่ทันได้ขยับขา อัยยาก็รีบทักขึ้นเสียก่อน
“ตะวัน! เดี๋ยวสิ เอ่อ…ไม่กินแซนด์วิชก่อนเหรอ”
“เก็บไว้แดกเองเถอะ”
“ตะวัน…โกรธเราอยู่เหรอ”
“กูจะเก็บเรื่องมึงมาใส่ใจทำไม”
อัยยาก้มหน้าลง ขยับแว่นตามความเคยชิน
“เมื่อกี้ที่เราคุยกับแทน...”
ตะวันหันขวับกลับมามอง แววตาเกรี้ยวกราด
“บอกกูทำไม”
“เรานึกว่าตะวันไม่อยากให้เรายุ่งกับแทน…”
“มึงจะยุ่งกับใครก็เชิญ...แต่ถ้ามึงยุ่งกับมัน ก็ไม่ต้องมายุ่งกับกู แค่นั้น”
พูดจบร่างสูงก็เดินลับเข้าไปในตัวตึกโดยไม่หันกลับมาแม้แต่น้อย ปล่อยให้อัยยายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางความเงียบงันและคำพูดที่ยังคงถ่วงหนักแน่นอยู่ในอก
ช่วงพักเที่ยง
โรงอาหารของมหาวิทยาลัยคึกคักไปด้วยเสียงพูดคุย อัยยากวาดสายตามองหาที่นั่ง พลางขยับแว่นเล็กน้อย ก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่โต๊ะหนึ่ง
ตะวันนั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อน หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปนั่งด้วย ร่างเล็กวางถาดอาหารลงแล้วนั่งเงียบ ก้มหน้าทานข้าวอย่างประหม่า ไม่กล้าสบสายตาของตะวันหรือเพื่อน ๆ ของเขาแม้แต่น้อย
“อัยยา จมูกเธอไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย”
บรรยากาศบนโต๊ะเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เตอร์จะเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้น ทำลายความอึดอัดนั้น
“เอ่อ ดีขึ้นมากแล้ว”
“เออ ไอ้วัน อัยยาอุส่าปกป้องมึง มึงขอบคุณเธอรึยัง”
โชนเอ่ยขึ้นมาบ้าง น้ำเสียงเหมือนจะพูดเล่น แต่แฝงด้วยความจริงจังอยู่ไม่น้อย
“เรื่องอะไรกูต้องขอบคุณ ไม่ได้ขอสักหน่อย”
“ไอ้นี่...ปากแบบนี้น่าตบสักที”
“ช่าง ๆ เถอะ เราไม่เป็นไรจริงๆ”
หญิงสาวรีบเอ่ยแทรกขึ้น ราวกับไม่อยากให้บรรยากาศตึงเครียดไปมากกว่านี้
จากนั้นอัยยาหันไปมองตะวันแวบเดียว แววตาอีกฝ่ายยังฉายความหงุดหงิดไม่จาง เธอชะงักเล็กน้อยก่อนจะหยิบน่องไก่จากจานของตัวเองวางลงในจานคนตรงหน้า
“อ่ะ....นี่”
ตะวันปรายตามองเพียงแวบเดียว ก่อนจะคีบไก่ชิ้นนั้นไปใส่จานของเตอร์แทน
“กูอิ่มแล้ว”
ทันทีที่พูดจบร่างสูงก็ลุกขึ้นเดินออกไปทันที โชนหันกลับมามองอัยยา ถอนหายใจเบา ๆ
“ช่างมันเถอะ อย่าไปสนใจ เธอเป็นเพื่อนมัน ก็น่าจะรู้นิสัยมันดีอยู่แล้วหนิ”
อัยยาได้แต่พยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ไม่เอ่ยถ้อยคำใดอีก สายตาเฝ้ามองแผ่นหลังกว้างที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป ราวกับทิ้งระยะห่างไว้มากขึ้นทุกก้าว
ช่วงเย็น
อัยยาเพิ่งก้าวออกจากตึกได้ไม่ทันไร ก็ต้องหยุดยืนอยู่กับที่ เมื่อสายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งแรงลมและเม็ดฝนซัดใส่จนพื้นทางเดินพร่าเลือนไปหมด
ร่างเล็กเม้มริมฝีปาก ขยับแว่นตาเล็กน้อยก่อนจะพึมพำกับตัวเองเสียงเบา
“ร่มก็ไม่ได้เอามา…จะกลับยังไงล่ะทีนี้”
“ตะวันกลับหรือยังนะ”
อัยยาสูดลมหายใจลึก ตัดสินใจคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งฝ่าสายฝนตรงไปยังลานจอดรถ เสื้อผ้าเปียกชุ่มในเวลาไม่นาน เส้นผมแนบแก้ม หยดน้ำฝนไหลผ่านใบหน้าจนแยกไม่ออกว่าเป็นน้ำฝนหรือหยาดอื่นใด
แฮ่ก! แฮ่ก!
“เปียกหมดเลย”
หญิงสาวหยุดยืนหอบเบา ๆ ใต้หลังคาลานจอดรถ กวาดสายตามองไปทั่ว แล้วรอยยิ้มบาง ๆ ก็คลี่ขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เมื่อรถคันคุ้นตายังคงจอดอยู่ที่เดิม
“ตะวันยังอยู่…โชคดีจัง”
ผ่านไปหลายนาที ร่างเล็กก้มมองปลายรองเท้าของตัวเอง นิ้วเท้าขยับไปมาอย่างไร้จุดหมาย คล้ายเจ้าของร่างกำลังกลบเกลื่อนความกระวนกระวายในใจ
“ตะวันจะเปียกฝนหรือเปล่านะ”
หญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะ เมื่อสายตาไปสะดุดเข้ากับร่างสูงที่เดินฝ่าฝนเข้ามา
ตะวันอยู่ในเสื้อช็อปสีแดงเข้ม กางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบเปียกชื้นจากสายฝน มือหนึ่งกางร่ม อีกมือซุกกระเป๋ากางเกง ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้เดินมาลำพัง
ใต้ร่มคันเดียวกันนั้น มีรุ่นพี่คณะบริหารยืนเคียงข้าง ผมยาวสลวยปล่อยทิ้งตัวรับละอองฝน เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบลำตัวตัดกับกระโปรงทรงเอสั้นเหนือเข่า ขับผิวขาวและเครื่องหน้าที่แต่งอย่างพอดี
ทั้งคู่โน้มเข้าหากันเล็กน้อย เสียงหัวเราะแผ่วเบาค่อย ๆ กลืนหายไปกับเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาไม่หยุด
สองร่างเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างรถคันเดียวกับที่อัยยาหลบฝนอยู่ สายตาคมกริบเหลือบมามองทางเธอ คล้ายจะตั้งคำถาม
อัยยาก้มหน้า ขยับแว่นเล็กน้อยก่อนจะพูดเสียงแผ่ว
“เอ่อ…พอดีฝนตก เราเลยอยากขอติดรถตะวันกลับบ้านน่ะ”
รุ่นพี่สาวหันมองตะวันอย่างสงสัย
“ใครเหรอ”
“เพื่อนน่ะ”
ตะวันตอบสั้น ๆ ก่อนจะหันกลับมาหาอัยยา
“คอนโดฉันกับบ้านเธอมันคนละทางกัน ปกติเธอก็กลับเองได้ไม่ใช่เหรอ วันนี้คิดยังไงถึงอยากติดรถฉัน”
“ก็…ฝนมันตก เราไม่ได้เอาร่มมา ถ้าตะวันไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”
“ไม่สะดวก”
ชายหนุ่มตอบทันที น้ำเสียงเรียบจนเย็นชา ก่อนจะหันไปบอกรุ่นพี่คนสวย
“ขึ้นรถเถอะ”
ทั้งสองก้าวขึ้นรถไปพร้อมกัน เสียงประตูปิดลงดัง ทิ้งไว้เพียงเสียงฝนที่กระหน่ำไม่หยุด
อัยยายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่เอ่ยคำใดออกมา ปล่อยให้ความชื้นเย็นซึมผ่านเสื้อผ้าและผ่านเข้ามาในอกเงียบ ๆ
